เปิดโลกเขียวมะกอก
   

ชา ตำรับร่วมรักษาอาการเจ็บป่วย

ในบรรดา เครื่องดื่ม ๓ ชนิด ที่ปราศจากแอลกอออล ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของนักดื่ม ได้แก่ กาแฟ โกโก้ และชา (Camellia sinensis (L.) Kuntze)  ชา เมื่อนำมาแปรรูป ใช้ชงดื่ม ที่นิยมดื่มกัน ในปัจจุบันนี้ เชื่อกันว่ามีประวัติศาสตร์ แหล่งกำเนิดเริ่มต้น ที่ บริเวณ หิมาลัยตอนใต้ อันได้แก่ ประเทศไทย พม่าตอนเหนือ ลาวตอนเหนือ  จีนตอนใต้ และแคว้นอัสสัม (1) ด้วยเหตุผลทางพฤกษศาสตร์ ของต้นชาคือ พบชาที่บริเวณนี้ ในธรรมชาติแถบนี้เท่านั้น และเฉพาะในป่า อีกทั้งมีหลักฐาน ที่คนนำชามาใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นยารักษาโรคด้วย ในจีนจัดว่าชาเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน แต่ชาอาจเป็นยาสมุนไพร เสริมฤทธิ์การรักษา โดยตั้งตำรับ ดื่มชาร่วมกับ ยารักษาโรค ทั้งมีกำหนดในบางตำรับยา พบการใช้ในยุคราชวงศ์ ถัง ซ้ง หยวน และ หมิง การใช้ชาร่วมเป็นส่วนประกอบในการรักษาเพื่อให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น และรักษาอาการของโรคที่ซับซ้อน ในลักษณะที่เป็นยาสมุนไพรอย่างหนึ่ง สูตรที่รู้จักกันดี แต่โบราณ ตัวอย่างหนึ่งในสูตรโบราณคือ  หากเราใช้ รากของ ชวนเกียง หรือโกฎสอ (Ligusticum striatum DC.) การใช้เดี่ยว ๆ จะมีคุณสมบัติในการส่งเสริมการไหลเวียนของพลัง (ชี่) และ กระตุ้นระบบเลือด แต่เมื่อใช้ร่วมกับใบชา และ สารอื่น ๆ เช่นชะเอม ขิง ฯลฯ ทำให้คุณสมบัติในการนำไปใช้รักษา จะกว้างขึ้นคือ ใช้ขับไล่ลมร้ายภายนอกที่มากระทบร่างกาย ใช้ แก้ ปวดหัว ไมเกรน หวัด คัดจมูก และ คลื่นไส้อาเจียน สูตรตำรับดังกล่าว ใช้มาแต่ราชวงศ์ซ่ง

แต่โบราณนานมา ชา จะมีการใช้ร่วมกับ อาหารหรือ เครื่องปรุงรส ตัวอย่างได้แก่  

  • ชาน้ำตาล (sugar tea) จะเพิ่มอวัยวะ”เจียว”ภายใน และเพิ่มพลังชี่ (ทฤษฎีแผนโบราณของจีน) ขณะเดียวกันเพิ่มความสมดุลของกระเพาะ และเพิ่มความอบอุ่นของม้าม
  • ชาน้ำผึ้ง (honey tea) เพิ่มโทน (แรงทำงาน) ของไต และ ทำให้ทางเดินอาหารขยายตัว
  • ชาเกลือ (salt tea) ลดเสมหะ และ ลดความร้อนเพิ่มความสามารถในการมองเห็น  ช่วยด้านการขับถ่าย
  • ชาขิง (ginger tea) ทำให้เหงื่อออก ขับสารพิษ และ ทำให้ปอดอบอุ่น และแก้ไอ
  • ชาไวเนกา (vinega tea) ลดอาการปวด และ แก้อาการท้องเสีย
  • ชา น้ำนม (milk tea) บำรุงอวัยวะทั้ง ๕ ในร่างกาย หัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต เช่นเดียวกับการเพิ่มเลือด
  • ชาเนย (butter milk) มาจากภูมิปัญญาของธิเบต ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น และ ขับไล่ความเย็น
  • ชาน้ำมัน (oil tea) มาจากภูมิปัญญาชนเผ่าเหมียว และต้ง ช่วยเพิ่มความต้านทานของร่างกาย ขับไล่สารพิษ  ป้องกันอาการหวัด

การที่ชามีสรรพคุณ เป็นยาสมุนไพร ด้วยมีองค์ประกอบที่มีสารสำคัญหลายกลุ่ม ได้แก่ แอลคาลอยด์ คือคาเฟอีน ทีโอเฟลิน และ ทีโอโบรมีน จากการประเมินความปลอดภัยของคาเฟินในชา พบว่าการดื่มชาในขนาดปรกติ ไม่มีผล่อความผิดปรกติ หรือก่อมะเร็ง  แต่มีผลต่อการกระตุ้นประสาท แก้กระหาย อ่อนเพลีย ต่อต้านพิษของแอลกอฮอล มอร์ฟีน และ นิโคตีน ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มการหมุนเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงไต และ เพิ่มการขับปัสสาวะ คลายกล้ามเนื้อเรียบ ลดการเกร็งของทางเดินน้ำดี และ หลอดลม ปรับสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย กระตุ้นศูนย์กลางการหายใจ และส่งเสริมการย่อยอาหาร ยังมีสารกลุ่มโพลิฟีนอล ได้แก่กลุ่มคาเตชิน และฟวาโวนอยด์ เช่น แอนโทไซยานิน ในชาเขียว มีผลต่อ สี และ ความขมของชา หากมีมาก โพลิฟีนอล ช่วยควบคุมการทำงานของไขมัน และ หลอดเลือด สารอื่น ๆ ได้แก่วิตามิน พี ช่วยการทำงานของวิตามินซี และวิตามิน บี พบว่ามี B5 ซึ่งมีผลต่อการทำงานของโคเอ็นไซม์ในตับ และกล้ามเนื้อ ส่งผลต่อความเจ็บป่วยได้ นอกจากนั้น ยังมีวิตามิน เอ อีและเค ซึ่งต้องอาศัย การใช้ชาในรูปผงละเอียด ผสมในอาหาร เช่นเต้าหู้ พาสตี้ ลูกอม และ ไอศรีม เพื่อช่วยการดูดซึมวิตามินที่ไม่ละลายน้ำ  นอกจากนี้ ชายังประกอบด้วยแร่ธาตุ เช่นฟลูโอไรด์ สังกะสี ซีเลเนียม ทองแดง และเหล็ก และมีกรดอินทรีย์ ซึ่งมีอยู่ปริมาณมาก แล้ว ยังมีกรด อะมิโนและ โปรตีน สารสีและองค์ประกอบต่าง ๆ อีกเป็นอันมาก
ชาจึงนับว่าเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ย่อมมีคุณค่าต่อร่างกาย

 


  : บทความโดย : รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด
  : ภาพประกอบโดย :สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน์
---------------------------------------------------------------------------------
เปิดโลกเขียวมะกอก

Share |
 

เปิดโลกเขียวมะกอก