เปิดโลกเขียวมะกอก
   

ความเสี่ยงของผู้บริโภค กับ “สารตะกั่ว”

ข่าวการตรวจพบสารตะกั่วในผลิตภัณฑ์ ข้าวของเครื่องใช้ มีมาให้รับรู้รับทราบกันเสมอ ดังนั้นเราควรหันมาให้ความสนใจปัญหาจากสารตะกั่ว เพื่อสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค

สารตะกั่วเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากเครื่องอุปโภคบริโภค อาหาร น้ำ เครื่องดื่ม มากมายหลายประเภท มีการใช้วัตถุดิบที่อาจมีการปนเปื้อนสารตะกั่ว ระบบอุตสาหกรรมและสารตะกั่วอินทรีย์ โดยองค์การอนามัยโลก รวมถึงประเทศต่างก็มีการรณรงค์ และมีมาตรการที่ป้องกันความเสี่ยง คือใช้กฎหมาย ,การกำหนดมาตรฐาน ระดับความปลอดภัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ,ปลอดภัย รวมทั้งระบบเฝ้าระวัง ตรวจสอบและศึกษาวิจัย

ดังนั้สารตะกั่ว นับเป็นปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่าง ในระยะหลายปีมานี้ในประเทศไทยของเราเอง ก็มีการรณรงค์อันตรายจากสารตะกั่วในหม้อก๋วยเตี๋ยวและตู้น้ำเย็นในโรงเรียน จนมีกฎหมายควบคุมออกมา พร้อมๆกับการยกระดับมาตรฐานการผลิตตู้น้ำเย็นและหม้อก๋วยเตี๋ยว

สารตะกั่ว เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร มีการดูดซึมสู่ร่างกาย 3 ทางคือ

1 .การดูดซึมจากระบบทางเดินอาหาร จาก การปนเปื้อนของตะกั่วในอาหาร น้ำ เครื่องดื่ม และภาชนะเครื่องใช้ที่มีตะกั่วปนเปื้อน พบว่าร้อยละ 70-85 ของตะกั่วที่เข้าสู่ร่างกายคนปกติได้จากอาหาร โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่สามารถดูดซึมตะกั่วจากอาหารได้ประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณตะกั่วในอาหารและเด็กสามารถดูดซึมได้มากถึงร้อยละ 40-50 ของปริมาณตะกั่วในอาหาร

2. การดูดซึมจากระบบทางเดินหายใจ การหายใจเอาควัน จากอาชีพหรือในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น จากการหลอมตะกั่ว หรือเชื่อมโลหะ นอกจากนี้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณสูงๆ ในอากาศ จะช่วยให้การดูดซึมของตะกั่วในปอดเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น

3. การดูดซึมทางผิวหนัง เกิดเฉพาะตะกั่วอินทรีย์ ผู้มีภาวะเสี่ยง ได้แก่ คนงานที่ทำงานในปั๊มน้ำมัน ช่างซ่อมเครื่องยนต์

พิษจากการได้รับสารตะกั่วนั้น มีทั้งอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง หลังจากตะกั่วดูดซึมจากลำไส้แล้ว ตะกั่วจะเข้าสู่ตับโดยผ่านทางเส้นเลือดดำ บางส่วนจะถูกขับออกทางน้ำดีและอุจจาระ ถ้าหากตะกั่วเข้าไปในปอด จะเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งจะพาตะกั่วไปทั่วร่างกาย กระจายไปอยู่ที่เส้นผมและตามเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง ปอด ม้าม ตับ และไต ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงเฉียบพลันได้

ตะกั่วสะสมในร่างกาย ในกระแสเลือด ในเนื้อเยื่ออ่อน โดย 90% ของตะกั่วที่สะสมอยู่ในร่างกายจะอยู่ในกระดูก ซึ่งจะก่อให้เกิดพิษเรื้อรังทำให้มีอาการปวดตามข้อ กระดูกผุ และหักง่าย ถ้าไปสะสมที่รากฟันจะทำให้ ฟันหลุดได้ง่าย สารตะกั่ว สามารถเกาะกับกระดูกในร่างกาย ได้นานหลายสิบปี

อาการพิษเรื้อรังจากสารตะกั่ว คือ ปวดท้อง น้ำหนักลด เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อาการพิษทางประสาท และสมอง ทำให้ทรงตัวไม่อยู่ ประสาทหลอน ซึม ไม่รู้สึกตัว ชัก มือและเท้าตก เป็นอัมพาต สลบ และอาจเสียชีวิตได้

อันตรายจากสารตะกั่ว อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ผู้บริโภค จึงควรรู้กฎหมาย สิทธิ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการช่วยกันเฝ้าระวังถ้าพบเห็นปัญหาที่อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนจากสารตะกั่ว

ซึ่งมีตัวอย่างของหน่วยงานด้านสุขภาพและองค์กรผู้บริโภคที่ร่วมกันรณรงค์ ปัญหาจากสารตะกั่ว ที่เกิดจาก เครื่องทำน้ำเย็น หม้อก๋วยเตี๋ยว และนำไปสู่การออกประกาศเป็นกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ

ส่วนการใช้กฎหมาย มีหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้องกับสารตะกั่ว หลายด้าน เช่น

-กระทรวงสาธารณสุข กำกับดูแล เกี่ยวกับ พรบ.อาหาร,พรบ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ

-กระทรวงอุตสาหกรรม เช่น กำหนดมาตรฐานภาชนะบรรจุอาหาร, การควบคุมการผลิตในระบบอุตสาหกรรมต่างๆ

-กระทรวงคมนาคม เช่น กำหนดมาตรฐานควันรถ

-สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดย พรบ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ศ.2541 , พรบ.ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 นอกจากนี้ยังประกาศและคำสั่ง เช่น ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำ หรือท่อส่งน้ำ , ห้ามขายสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น , ห้ามขายสินค้าเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวประสานรอยเชื่อมต่อของตะเข็บถังน้ำ หรือท่อส่งน้ำ, ห้ามขายสินค้าภาชนะสำหรับปรุงหรือบรรจุอาหาร ที่ใช้ตะกั่วเป็นตัวเชื่อมต่อ , ให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนสำหรับอาหารเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากและ ให้เครื่องทำน้ำเย็นเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก

 


ที่นี้ เรามาดูความเสี่ยงใกล้ตัวที่ควรระวัง มีกลุ่มใดบ้าง

1. กระทะ,กระทะสำหรับทำหมูกระทะ ,หม้อที่ทำจากอะลูมิเนียม และสังกะสีที่มีความบาง และร้อนเร็ว มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารตะกั่ว หรืออะลูมิเนียม ได้ เช่น หม้อก๋วยเตี๋ยว หม้อแขก    ช้อนอลูมิเนียม โดยจะมีความอันตรายเมื่อ การปรุงอาหารที่มีรสเปรี้ยว น้ำส้มสายชู และอาหารที่รสเค็มมากจะมีความเป็นกรด และด่างสูง ตะะกั่วบัดกรี จะเกิดการกัดกร่อนปนเปื้อนในอาหาร เรามักพบว่า ก้นหม้อจะมีสภาพขรุขระของการกัดกร่อน และถ้าเราใช้นานๆ ขัดถูแรงๆบ่อยๆสารตะกั่ว อลูมิเนียมก็จะหลุดออกมาปนเปื้อนในอาหารได้

2. กลุ่มภาชนะ หม้อที่ทำจากสแตนเลส ที่มีการบัดกรีด้วยสารตะกั่ว เช่น ตู้น้ำเย็น ,ตู้น้ำดื่มโรงเรียน,หม้อก๋วยเตี๋ยว,หม้อต้มน้ำเต้าหู้ขาย มีการศึกษาวิจัยพบว่าภาชนะเหล่านื้จะมีตะกั่วปนเปื้อนออกมากับอาหารและน้ำ ไม่ว่าจะที่อุณหภูมิสูงหรือต่ำ การใช้ตะกั่วบัดกรีจึงต้องจำกัดการใช้งานเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่ม แต่ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มห้ามใช้ตะกั่วบัดกรี

3.สารตะกั่ว ในสีเคลือบลายจานชามเซรามิก จานชามเมลามีน ภาชนะพลาสติกต่างๆซึ่งแม้จะมีมาตรฐานอุตสาหกรรม แต่ก็มี ภาชนะที่ไม่ได้มาตรฐาน และสินค้าที่มาจากชายแดน มีขายตามตลาดนัด ตลาดเร่ ตลาดชายแดน และการเอามาใช้ในร้านอาหาร หรือเอามาใช้ผิดประเภท ก็จะทำให้สารตะกั่วปนเปื้อนออกมา ยิ่ง ภาชนะที่เคลือบสีสันลวดลายสวยงามยิ่งควรระวัง

4. สารตะกั่ว ในสีต่างๆเช่น สีผสมอาหาร สีสังเคราะห์ สีย้อมผ้า สีย้อมในโรงงาน หัตถกรรม และสีทาบ้าน ซึ่งสีเหล่านี้จะมีโลหะหนักต่าง ๆ เซ่น โครเมียม แคดเมียม ปรอท ตะกั่ว สารหนู พลวง และเซเสเนียม เป็นต้น โลหะหนักเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ แม้ได้รับเพียงปริมาณเล็กน้อย อาการอาจเป็นทั้งอย่างฉับพลันและเรื้อรัง ซึงแม้เป็นสีผสมอาหารแต่หากใช้เกินกำหนดก็เสี่ยงอันตราย และยังมีลักลอบใช้สีย้อม มาใส่ในอาหารอีกมากมายที่ไม่ได้มีตรวจสอบ ส่วนสีทาบ้าน ก็เป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเรา เนื่องจากสีทาบ้าน มีการวิจัยพบว่ามีสารตะกั่วสูง ดังนั้นจึงมีความพยายามเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานสารตะกั่วในสีทาบ้านไม่ให้อันตรายต่อผู้อยู่อาศัย

5. สิ่งของเครื่องใช้ และของเล่นเด็ก ก็เป็นปัญหาทั่วโลก ที่มีการพบการปนเปื้อนของสารตะกั่ว โดยเฉพาะสินค้าของเล่นเด็กจากประเทศจีน ของเล่น และเครื่องใช้ของเด็ก มักมีสีสันจัดจ้าน เพื่อสร้างความสนใจให้เด็ก จึงต้องระมัดระวังการซื้อการเล่น และการใช้ให้มาก ร่างกายเด็กสามารถดูดซับตะกั่วได้ดีกว่าผู้ใหญ่มาก การได้รับสารตะกั่วในวัยเด็กจึงส่งผลร้ายมากกว่าในวัยผู้ใหญ่ มีผลให้เติบโตช้า ไอคิวต่ำ เพราะสมองถูกตะกั่วทำลาย

6. กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษหรือสิ่งพิมพ์ใดก็ตามที่มีหมึก มีภาพมีลวดลาย ห้ามเอาห่อหรือรองอาหาร เพราะจะมีสารตะกั่วปนเปื้อนออกมา

7. สารตะกั่ว ในเครื่องสำอาง ,ในอาหาร และในวัสดุสำหรับประกอบอาหารหรือปรุงแต่งอาหาร ซึ่งควรศึกษาและทำตามคำแนะนำในการใช้ตามกำหนดมาตรฐาน ตาม พรบ.อาหารและ พรบ.เครื่องสำอาง

8.น้ำมันเชื้อเพลิง ควัน มลพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมและน้ำซึ่งปกติจะไม่มสารตะกั่วแต่อาจจะเกี่ยวกับ อุปกรณ์ทีเกี่ยวข้องด้วย เช่นท่อน้ำ กาต้มน้ำ อย่าเผาขยะและอย่าเผาไม้ที่ทาสี การซ่อมแซมชูดลอกสีในบ้าน รั้วบ้าน ต้องระวัง

9.สารตะกั่ว จากขยะอิเลคทรอนิค และจากขยะทั่วไป เช่นแบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย

10. ฝุ่นผงตะกั่วเกาะติดกับเสื้อผ้าของผู้ที่ทำอาชีพสัมผัสกับสารตะกั่ว เช่น ช่างสี ช่างเชื่อม

1 1 . ระวังเด็กเล็กอยู่ในบริเวณที่มีสารตะกั่ว เช่น ขณะทาสีบ้าน,การบัดกรี

12. สินค้าอื่นๆ เช่น ลวดดัดฟันแฟชั่น

กลุ่มสินค้าดังกล่าว เป็นเพียงตัวอย่างที่มีความเสี่ยงจากสารตะกั่ว ซึ่งในความเป็นจริง อาจมีสินค้าที่มีความเสี่ยงจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งผู้บริโภคควรยึดหลัก ฉลาดซื้อฉลาดใช้ และช่วยกันเฝ้าระวัง

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย สิทธิ และอันตราย จากสารตะกั่ว จึงเป็นสิ่งจำเป็น และ หากพบว่า มีความเสี่ยง ควรรับการตรวจการเจาะเลือดตรวจหาสารตะกั่ว หรือหากมีอาการผิดปกติ ก็ควรพบแพทย์

สำหรับหน่วยงาน ,องค์กร, โรงเรียน, สถานศึกษา,สถานที่สาธรณะ รวมถึงชุมชน ครอบครัว และชีวิตประจำวันของเรา ควรได้ทบทวน ปัญหาสารตะกั่วว่า มีความเสี่ยงใดบ้างที่เกี่ยวข้องและควรแก้ไข

ขอบคุณแหล่งข้อมูล
http://www.tsnc.in.th/index.php?CID=66

http://www.siamhealth.net/public_html/environment/lead.htm

http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_txR_search.asp?info_id=41

http://www.ocpb.go.th/list_law.asp

http://www.fda.moph.go.th/


  : บทความ : สุภฎารัตน์ สุธีพรวิโรจน
 
---------------------------------------------------------------------------------
เปิดโลกเขียวมะกอก

Share |
 

เปิดโลกเขียวมะกอก